muffin-header-for-web-(black).jpg

Pakkret Floriculture

by สำเภางาม

Home การปลูกเลี้ยงซิมบิเดียมทนร้อน การปลูกเลี้ยงซิมบิเดียมทนร้อนในเขตร้อน
การปลูกเลี้ยงซิมบิเดียมทนร้อนในเขตร้อน
เขียนโดย สำเภางาม   

 

การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ซิมบิเดียมลูกผสมส่วนใหญ่นั้นง่ายและไม่ต้องการการดูแลสูง อาจเปรียบเทียบได้กับการเลี้ยงกล้วยไม้สกุลหวายที่คนทั่วไปสามารถปลูกเลี้ยงได้ โดยไม่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษแต่อย่างใด กล้วยไม้ซิมบิเดียมสามารถทนแรงกระแทกจากน้ำฝนได้ดีจึงไม่จำเป็นต้องทำหลังคากันฝน

ซิมบิเดียมชอบบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทดี ไม่ชอบความชื้นในอากาศสูงนัก จึงไม่ค่อยเหมาะกับการเลี้ยงรวมกับกล้วยไม้บางชนิดที่ต้องการความชื้นสูงมากๆ และไม่เหมาะที่จะวางใต้กล้วยไม้แขวนอื่นๆ ส่วนบริเวณตุ้มรากควรได้รับความชื้นสม่ำเสมอ นั่นคือวัสดุปลูกต้องเก็บความชื้นได้ดี แต่ก็ต้องระบายน้ำได้ดีเช่นกัน

ไม่ควรวางกระถางปลูกบนดินโดยตรงเพราะอาจทำให้ติดเชื้อราบางชนิดที่ก่อให้เกิดโรคพืชได้ การวางกระถางปลูกบนพื้นที่สะอาดเช่นพื้นระเบียงหรือเฉลียงที่แห้ง สามารถกระทำได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ต้องระวังรูระบายน้ำที่ก้นกระถางไม่ควรสัมผัสพื้นโดยตรง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการอุดตันและน้ำขังบริเวณก้นกระถาง เว้นแต่จะใช้กระถางที่เจาะรูด้านข้างอีกอย่างน้อยหนึ่งรู หรือกระถางที่มีขาสั้นๆด้านล่างซึ่งช่วยไม่ให้รูที่ก้นกระถางสัมผัสกับพื้นโดยตรง แต่จะให้ดีที่สุดควรวางบนโต๊ะกล้วยไม้ และเมื่อจัดวางกระถางในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี ไม่อับลมและไม่โดนแดดจัด การเลี้ยงซิมบิเดียมก็เป็นเรื่องง่ายดาย

แสงและตำแหน่งที่วางกระถาง

หากปลูกเป็นเรือนกล้วยไม้ ควรใช้สะแรนพรางแสง 60-70% สำหรับซิมบิเดียมลูกผสมทนร้อนทั่วไป หากสะแรนบางกว่านี้อาจมีปัญหาใบไหม้ได้ในช่วงเดือนที่ร้อนที่สุดซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตั้งฉากโดยตรงกับพื้นที่นั้นๆเช่นเดือนเมษายนในประเทศไทย แต่ถ้าเป็นพื้นที่อื่นที่มีปริมาณเมฆและฝนค่อนข้างสม่ำเสมอทั้งปีเช่นภาคใต้ของประเทศไทยก็ ให้ใช้เปอร์เซ็นต์พรางแสงที่น้อยกว่าได้

การปลูกเลี้ยงในบริเวณสวนในบ้านควรเลือกจุดที่อากาศถ่ายเทได้ดีและไม่ถูกแดดแรงๆโดยตรง ควรมีไม้ใหญ่ที่บังแสงให้บ้างโดยเฉพาะในช่วงบ่าย แต่ไม่ถึงกับร่มทึบ อย่างไรก็ตาม ปริมาณแสงที่ซิมบิเดียมต้องการมีไม่เท่ากันขึ้นกับสายพันธุ์เช่นหากมีสัดส่วนสายเลือด C. canaliculatum มาก แสงที่ต้องการก็มีมาก และจะไม่ทนสภาวะอับชื้น แต่หากมีสัดส่วน ซิมบิเดียมจุหลัน (C. ensifolium) มากก็สามารถทนร่มและสภาวะอับชื้น ลมน้อย ได้มากกว่า และอีกข้อสำคัญคือห้ามวางวางกระถางซิมบิเดียมลูกผสมไว้ใต้กล้วยไม้แขวนอื่นๆ เพราะปริมาณแสงจะน้อยเกินไป ทำให้ซิมบิเดียมไม่ออกดอก

 

กระถางและวัสดุปลูก

กระถางที่ดีที่สุดสำหรับซิมบิเดียม (ยกเว้นซิมบิเดียมพันธุ์แท้บางกลุ่มที่สร้างรากอากาศที่ชี้ขึ้น (aegotropic roots) เช่น C. aloifolium, C. finlaysonianum, C. atropurpureum และ C. bicolor) คือกระถางดินเผาทึบ ทรงสูงเล็กน้อย วางตั้งได้สะดวก ไม่ล้มง่าย เนื่องจากกล้วยไม้ซิมบิเดียมที่ปลูกไว้นานจะเจริญเป็นกอใหญ่และมีน้ำหนักมาก กระถางพลาสติกไม่ค่อยเหมาะเพราะน้ำหนักเบาไม่สามารถถ่วงกับน้ำหนักของกอซิมบิเดียมได้ ทำให้ล้มได้ง่าย อีกทั้งกระถางดินเผาช่วยให้รากเย็นไม่ร้อนอับ ส่วนทรงกระถางที่ค่อนข้างสูงจะช่วยให้ซิมบิเดียมมีรากลึกยาว ส่งผลดีต่อความสมบูรณ์ของต้นและการให้ดอก สำหรับรูระบายน้ำนอกจากที่ก้นกระถางแล้วควรมีที่ด้านข้างอีก1รูจะดียิ่งขึ้นเพื่อป้องกันน้ำขังที่ก้นกระถาง สำหรับกระถางที่ใหญ่และลึก ควรเพิ่มก้อนโฟมใส่ไว้บริเวณก้นกระถางเพื่อป้องกันน้ำขังหากต้องตากฝนหนักๆติดต่อกันเป็นเวลานาน

ไม่ควรใช้กระถางโปร่ง (basket) แบบที่ปลูกหวาย หรือกล้วยไม้รากอากาศอื่นๆ เพราะจะไม่สามารถรักษาความชื้นได้ อันจะทำให้ซิมบิเดียมชะงักการเจริญเติบโต ส่วนขนาดของกระถางควรเลือกให้เหมาะสมกับซิมบิเดียมต้นนั้นๆจะช่วยให้ซิมบิเดียมเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว การปลูกซิมบิเดียมควรจัดวางให้ตำแหน่งของโคนหัวอยู่ที่ระดับเดียวกับปากกระถางเพื่อช่วยในการถ่ายเทอากาศรอบๆหัว ไม่ควรปลูกให้หัวจมอยู่ในวัสดุปลูกเพราะจะทำให้หัวเน่าได้ในหน้าฝน
มักมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเครื่องปลูกสำหรับซิมบิเดียมเนื่องจากหลายคนมักจัดประเภทซิมบิเดียมเป็นกล้วยไม้ดินชนิดหนึ่ง (Terrestrial Orchid) ทำให้หลายคนเข้าใจว่าสามารถใช้ดินเป็นเครื่องปลูกโดยตรง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่นานก็จะทำให้รากเจริญเติบโตช้าลง และเน่าในที่สุด เราจะเห็นผลเสียเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่อากาศร้อนและมีฝนชุก แต่การเน่าจะชะลอหากเลี้ยงในที่ๆมีอากาศหนาวเย็น

วัสดุปลูกที่ใช้ควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่ปลูกเลี้ยง ไม่สลายตัวเร็ว และหาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ถ่าน เศษดินเผา หินภูเขาไฟ มะพร้าวสับขนาด 1 นิ้ว

สำหรับการเลี้ยงในที่ที่มี ฝนชุกมากเช่นภาคตะวันออกหรือภาคใต้ ของไทย ไม่ควรใช้มะพร้าวสับล้วนๆ แต่ต้องผสมวัสดุอื่นที่ไม่อมน้ำ แนะนำให้ใช้ โฟมและถ่านทุบเป็นก้อนเล็กๆประมาณ 1 นิ้ว ผสมกับมะพร้าวสับหยาบ ซึ่งวัสดุปลูกดังกล่าวจะช่วยระบายน้ำได้ดีแม้ในยามที่ฝนตกชุกมาก หรืออาจใช้ถ่านผสมกับหินภูเขาไฟล้วนๆก็ได้โดยไม่ใส่มะพร้าวสับเลย
สำหรับการเลี้ยงในที่ๆฝนไม่ชุก เช่นภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ ของไทย ก็ควรมีมะพร้าวสับหยาบเป็นส่วนผสมด้วยจะช่วยให้เก็บความชื้นได้นานทำให้รากเดินเร็ว โดยอาจใช้ใยมะพร้าวสับหยาบขนาด 1นิ้ว คลุกผสมกับถ่านหรือเศษกระถางทุบขนาด 1นิ้ว หรือหินภูเขาไฟ ไม่ควรใช้เปลือกสนที่ยังไม่ผ่านการกำจัดส่วนที่ย่อยสลายง่ายที่อยู่ด้านนอกสุดออกก่อน (ส่วนที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงและน้ำมัน) เพราะจะทำให้เกิดความร้อน รวมทั้งยังอาจมีการปล่อยสารที่เป็นพิษกับรากซิมบิเดียมทำให้รากเน่าได้ง่ายเมื่อนำมาปลูกในเขตร้อน
เครื่องปลูกในกระถางที่อยู่มานานกว่า 3-5 ปี ควรได้รับการเปลี่ยนใหม่ ไม่เช่นนั้นภาวะเป็นกรด (PH ต่ำ) ในวัสดุปลูก จะทำอันตรายกับระบบราก ทำให้ต้นซิมบิเดียมชะงักงัน ไม่เติบโตเท่าที่ควรและอาจถึงกับไม่ให้ดอก วิธีการหนึ่งที่ช่วยชะลอไม่ให้ค่าความเป็นกรด-ด่าง ตกลงเร็วเกินไป คือให้ผสมหรือคลุกเคล้าวัสดุปลูกด้วย Dolomite ซึ่งปกติใช้เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดิน ประกอบด้วยธาตุแคลเซียม และ แมกนีเซียม จะทำให้ต้นกล้วยไม้สมบูรณ์แข็งแรงขึ้นอย่างชัดเจน ให้ดอกดีขึ้นและช่วยลดโอกาสการเกิดโรคราและแบคทีเรียซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดมาจากสภาวะเป็นกรด (PH ต่ำ) ในวัสดุปลูก

สำหรับซิมบิเดียมที่เพิ่งย้ายออกขวด ควรล้างวุ้นออกให้หมด แล้วนำไปชำในกระบะทรายหยาบ หรือ ขี้เถ้าแกลบ ไม่ควรผึ่งในตระกร้าโปร่ง หรือ กระถางคอมพ็อต ที่ไม่มีวัสดุปลูกชำ เพราะจะแห้งตายหมด เมื่อซิมบิเดียมตั้งตัวได้และแข็งแรงดีให้ย้ายลงกระถาง 3-4 นิ้ว โดยมีวัสดุปลูกเป็นมะพร้าวสับขนาด 0.5 – 1 นิ้ว และอาจผสมเศษโฟมป่นอีกเล็กน้อย และเมื่อต้นโตเต็มกระถางจึงย้ายลงกระถางที่ใหญ่กว่าเพื่อเลี้ยงต่อไปจนออกดอก

 

โรคและแมลง
โรคและแมลงในซิมบิเดียม ส่วนใหญ่ก็เหมือนกับในกล้วยไม้สกุลอื่นๆสามารถใช้ยาพื้นๆที่ใช้กับกล้วยไม้กลุ่มอื่นได้ เช่น ใช้ออร์โธไซด์ (แคปแทน) เป็นยาป้องกันและกำจัดเชื้อรา และใช้คาร์บาริล (เซฟวิน) เป็นสารกำจัดและไล่แมลงที่มารบกวน ในที่นี้จะกล่าวถึงโรคและแมลงที่มักพบบ่อยๆในซิมบิเดียม

1) ไรแดง (Red Spider Mites) พบได้ง่ายเพราะลักษณะของใบซิมบิเดียมบาง ยาว เหมาะเป็นที่อยู่ของไรแดง อาการที่พบคือต้นหยุดชะงัก ใบซีดเหลืองหรือเป็นสีเงินขาว ใบดูแห้ง เมื่อพลิกใต้ใบพบรอยใยขาวๆ และอาจเห็นไรแดงตัวเมียสีแดงเดินไต่ไปมา การระบาดเป็นไปได้ค่อนข้างเร็วโดยเฉพาะในหน้าแล้ง เมื่อพบปัญหาดังกล่าว ให้ใช้ยาโพรพาไกต์ (โอไมท์) ฉีดสลับกับ ไพริดาเบน ทุกๆ 7 วัน โดยเน้นฉีดที่ใต้ใบ ทั้งนี้ไรแดงสามารถเป็นพาหะของโรคไวรัสได้

2) โรคยอดเน่าที่ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักพบในหน้าฝน การถ่ายเทอากาศไม่ดี มีการวางกระถางรวมกันแน่น และสภาวะเป็นกรด (PH ต่ำ) ในเครื่องปลูก หน่อใหม่จะเน่าตายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเปียก สามารถดึงหลุดออกมาได้ง่าย เมื่อพบต้นที่เป็นโรคดังกล่าวให้แยกออกมา และงดการให้น้ำประมาณ 1 สัปดาห์ หรือไม่ก็เปลี่ยนเครื่องปลูกใหม่ทั้งหมด

ข้อที่น่าสังเกตคือในกระถางที่มีมดมาทำรังมักพบปัญหานี้มาก อาจเป็นเพราะดินที่มดนำมาสร้างรังนำเชื้อแบคทีเรียโรคเน่ามา ฉะนั้นจึงควรกำจัดมดที่มาทำรังในกระถางให้หมดไป

3) โรคยอดเน่าที่เกิดจากเชื้อราที่มาจากดิน ซึ่งส่วนมากเกิดจากเชื้อรากลุ่ม Fusarium จะมีอาการเน่าที่ยอดอ่อนคล้ายที่เกิดจากแบคทีเรีย แต่อาการเน่าจะแห้ง มักพบการระบาดในหน้าฝน หรือที่ๆการระบายอากาศไม่ดี ก่อใหญ่แน่นเกินไป และสภาวะเป็นกรด (PH ต่ำ) ในเครื่องปลูก เมื่อพบปํญหาดังกล่าวควรแยกต้นที่เป็นโรคออกและฉีดพ่นด้วย ยาเทอราคลอ หรือไม่ก็เปลี่ยนเครื่องปลูกใหม่ทั้งหมด และระวังไม่ให้เครื่องปลูกปนเปื้อนด้วยดิน

4) โรคไวรัสในกล้วยไม้ ปัจจุบันมีหลายชนิด แต่ชนิดที่พบบ่อยในซิมบิเดียมได้แก่ Cymbidium Mosaic Virus(CyMV) และ Odontoglossum Ringspot Virus (ORSV)

ซิมบิเดียมที่ติดโรคไวรัสอาจแสดงอาการหรือไม่แสดงอาการก็ได้ และต้นกล้วยไม้ยังสามารถเติบโตและให้ดอกได้ต่อไป แต่การเติบโตและการให้ดอกจะลดลง อาการที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคืออาการด่างเป็นหย่อมๆบนใบ (chlorosis) อันเนื่องมาจากการขาดคลอโรฟิล รองลงมาเป็นอาการสีด่างเป็นหย่อมๆบนกลีบดอก เมื่อพบต้องนำต้นไปทำลายเพราะไม่สามารถรักษาได้

การป้องกันการติดต่อและแพร่ระบาดของไวรัสในกล้วยไม้สามารถทำได้ไม่ยาก หากเข้าใจกลไกการแพร่กระจายและสภาวะที่เหมาะสมต่อการมีชีวิตอยู่ของไวรัส

การป้องกันมีดังนี้
• มีดและกรรไกรต้องเผาไฟหรือเช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคก่อนใช้ตัดแต่งชิ้นส่วนของกล้วยไม้แต่ละต้น
• ไม่นำน้ำที่ผ่านการรดกล้วยไม้แล้วกลับมาใช้รดกล้วยไม้อีก
• ควบคุมไม่ให้มีการแพร่ระบาดของแมลงที่ใช้ปากดูดน้ำเลี้ยงเช่น ไรแดง เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน
• ดูแลบริเวณที่ปลูกเลี้ยงให้มีอากาศถ่ายเทได้ดี มีแสงสว่างที่เหมาะสม ไม่มีมุมมืดอับชื้น
• ไม่นำเกสรของต้นที่สงสัยว่าอาจติดไวรัสมาผสมลงบนต้นอื่น
• ไม่นำกระถางเก่าและเครื่องปลูกเก่าที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีก

5) เพลี้ยต่างๆ เช่นเพลี้ยไฟ (Thrips) และเพลี้ยอ่อน (Aphids) มักเข้ามาดูดน้ำเลี้ยงรอบๆดอกอ่อน ทำให้รูปทรงดอกเสียหายและสีซีดจาง สามารถป้องกันและกำจัดได้ด้วยการฉีดพ่นด้วยสารกำจัดแมลงเช่น คาร์บาริล (เซฟวิน) เมโทมิล (แลนเนท) หรือ มาลาไธออน ทุกๆ 2-3 สัปดาห์
.

การให้น้ำและปุ๋ย

ซิมบิเดียมลูกผสมส่วนใหญ่ไม่อ่อนไหวต่อคุณภาพน้ำ มีความทนทานต่อน้ำที่มีระดับ EC (Electroconductivity) ที่สูงกว่ากล้วยไม้ทั่วไปจะทนได้ โดยเฉพาะในสายพันธุ์ที่ีมีเลือดผสมมาจากซิมบิเดียมพันธุ์แท้ที่เป็นกลุ่มกล้วยไม้ดิน (Terrestrial) ค่อนข้างมาก

การให้น้ำสามารถให้ทุกวันหรือเว้นหลายวันก็ได้ขึ้นกับชนิดของวัสดุปลูกรวมทั้งความชื้นในอากาศและปริมาณฝนที่ตก ในวันที่ร้อน อากาศแห้งและไม่มีฝน การให้น้ำเพียงครั้งเดียวในตอนเช้าก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ซ้ำอีกในตอนบ่าย


การให้ปุ๋ยสามารถให้ปุ๋ยทางใบเหมือนกล้วยไม้ทั่วไป และควรให้ปุ๋ยละลายช้าเช่น นูตริโค้ท หรือ ออสโมโค้ท โรยบนหน้าวัสดุปลูกด้วยจะช่วยให้เจริญเติบโตเร็วขึ้น สำหรับในช่วงที่ใกล้จะถึงฤดูให้ดอก ควรให้ธาตุอาหารเสริมแมกนีเซียม (Mg) จะช่วยให้มีการให้ดอกดียิ่งขึ้นและพร้อมเพรียงมากขึ้น

 

การดูแลในช่วงที่กำลังแทงช่อดอก
โดยปกติสภาวะที่จะกระตุ้นให้เกิดตาดอกและการยืดตัวของช่อดอกของซิมบิเดียมลูกผสมเมืองหนาวมักจะต้องการอุณหภูมิกลางคืนที่ต่ำเป็นปัจจัยหลักและอุณภูมิในตอนกลางวันที่สูงขึ้นอีกอย่างน้อย 10 องศาหรือมากกว่า ส่วนซิมบิเดียมทนร้อนส่วนใหญ่แล้วไม่ต้องการปัจจัยด้านอุณหภูมิที่เด่นชัดเช่นนั้น แต่จากการที่ซิมบิเดียมทนร้อนมีความหลากหลายของระดับความทนร้อน ทำให้แต่ละสายพันธุ์ทนร้อนมีความต้องการปัจจัยด้านอุณภูมิต่ำมากบ้างน้อยบ้างหรือไม่ต้องการเลยแตกต่างกันไป

ในช่วงที่ช่อดอกกำลังโผล่พ้นกาบหุ้มดอก ไม่ควรย้ายที่บ่อยครั้ง แต่อาจย้ายมาไว้บริเวณที่แสงน้อยลงอีกเล็กน้อย หรือเพิ่มสะแรนพรางแสงให้มากขึ้นเพื่อลดความร้อน จะช่วยลดปัญหาดอกฝ่อได้มาก และหากออกดอกในช่วงฝนชุกมากๆ อาจย้ายมาไว้ใต้หลังคากันฝนจะทำให้ดอกไม่ช้ำ และช่วยให้บานทนนานขึ้น

 

การขยายพันธุ์ด้วยการแบ่งกอ
เมื่อกอซิมบิเดียมขยายหน่อจนเต็มแน่นกระถาง บางกอก็ดันจนกระถางแตกร้าว บางกอก็ดันจนตุ้มรากลอยขึ้นมา แสดงว่าได้เวลาเปลี่ยนกระถางและแบ่งหน่อแล้ว หรือหากพบว่าซิมบิเดียมชะงักการเจริญเติบโตและไม่ค่อยให้ดอก ซึ่งมักมีปัญหามาจากระบบรากที่เร่ิมเสื่อมอันเนื่องมาจากสภาวะเป็นกรดจัดในเครื่องปลูกที่อยู่มานานหลายปีแล้ว ก็เป็นสัญญาณให้เปลี่ยนกระถางและแบ่งกอในคราวเดียวกันเสียเลย
โดยปกติตุ้มรากที่สมบูรณ์จะแน่นมากจนต้องใช้มีดใหญ่หรือเลื่อยช่วยในการตัดแบ่ง ระหว่างที่ตัดแบ่งก็คอยแกะเอาเครื่องปลูกเก่าออก ตัดรากที่เสียและแห้งทิ้งไป จะช่วยทำให้การตัดแยกสะดวกง่ายขึ้น
การแบ่งควรแบ่งเป็นกอๆละ 3-4 ลำติดกันเป็นอย่างน้อย โดยให้มีลำใหม่ที่กำลังโตติดมาด้วย ทารอยตัดด้วยปูนแดงหรือยาป้องกันเชื้อราที่รอยตัด ส่วนหัวเก่า (backbulb) ที่ไม่มีใบติดแล้วและเปลือกหุ้มแห้งกลายเป็นสีน้ำตาล ก็สามารถนำมาชำในกระบายทรายหยาบผสมขี้เถ้าแกลบ ในเวลาไม่นานก็จะมีหน่ออ่อนเจริญขึ้นมา รอดูว่าเมื่อหน่อนั้นแข็งแรงดีก็สามารถนำไปลงปลูกในเครื่องปลูกซิมบิเดียมตามปกติได้
การแบ่งกอและปลูกใหม่ควรทำในช่วงฤดูที่ซิมบิเดียมเพิ่งเริ่มกลับสู่วงจรการเติบโตอีกครั้ง  โดยทั่วไปมักเป็นต้นฤดูฝนในเขตร้อนหรือปลายฤดูใบไม้ผลิเมื่ออากาศอุ่นขึ้นอย่างชัดเจนในเขตกึ่งร้อน จะช่วยให้ซิมบิเดียมฟื้นตัวได้เร็วและสามารถให้ดอกได้อีกในปีถัดไป ไม่ควรทำการแบ่งหน่อหรือปลูกใหม่ในช่วงฤดูหนาวหรือปลายฝนเพราะจะเป็นการเสียเวลาเนื่องจากซิมบิเดียมอยู่ในช่วงพักตัวหรือกำลังเข้าสู่ระยะพักตัว
แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 08 มกราคม 2011 เวลา 10:49 น.
 

Who's Online

เรามี 12 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Joomla 1.5 Templates by Joomlashack