|
ลำดับตั้งแต่การกำเนิดของตาดอกและพัฒนาจนกลายเป็นดอกที่สมบูรณ์ของซิมบิเดียมสามารถแบ่งได้เป็น 3 สภาวะคือ
สภาวะที่ 1 (Stage I) เป็นขั้นตอนการเกิดตาดอกในหัวใหม่ สภาวะที่ 2 (Stage II) เป็นขั้นตอนในการแทงช่อดอก สภาวะที่ 3 (Stage III) เป็นขั้นตอนการยืดช่อดอกและบาน

สภาวะที่ 1 เป็นขั้นตอนการเกิดตาดอกในหัวใหม่
(สภาวะนี้ไม่ต้องการอุณภูมิที่ต่ำเท่ากับสภาวะที่ 2 และ 3)
โดยปกติตาดอกของซิมบิเดียมที่โตเต็มที่แล้วจะถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆกับลำลูกกล้วยใหม่ หากเลี้ยงในสภาวะที่สมบูรณ์ คืออุณหภูมิกลางคืนต่ำกว่า จุดวิกฤต required max. night temperature ที่ซิมบิเดียมสายพันธุ์นั้นๆต้องการ ก็จะได้หัว/ลำลูกกล้วย (pseudobulb) ที่อ้วนใหญ่สมบูรณ์กว่า และใบหนาใหญ่กว่า เพราะเมื่อกลางคืนอุณภูมิต่ำ ซิมบิเดียมจะหายใจน้อยลง ทำให้พลังงานที่สูญเสียไปในการหายใจมีน้อย ส่งผลให้สามารถสะสมพลังงานในหัวได้มากขึ้น และแน่นอนว่าจะส่งผลต่อความสมบูรณ์ของตาดอกที่เจริญอยู่ในหัวนั้นๆ และท้ายสุดคือทำให้ได้ดอกจำนวนมากขึ้นและมีคุณภาพสูงขึ้น
แต่หากสภาวะไม่สมบูรณ์ คืออุณหภูมิในตอนกลางคืนไม่ต่ำพอตามที่ซิมบิเดียมนั้นๆต้องการ หัวใหม่ที่เจริญในช่วงเวลานี้จะไม่มีตาดอก นั่นคือเมื่อหัวใหม่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะทำอย่างไร เช่นย้ายไปปลูกในสถานที่ๆหนาวกว่า หัวนั้นๆก็จะไม่ให้ดอก
เป็นธรรมดาที่ซิมบิเดียมที่มีดอกขนาดใหญ่ต้องการปริมาณสะสมของพลังงานในหัว/ลำลูกกล้วย (pseudobulb) มากกว่าซิมบิเดียมที่มีดอกเล็กกว่า นั่นหมายถึงซิมบิเดียมที่มีดอกขนาดใหญ่ต้องการอุณหภูมิในตอนกลางคืนที่ต่ำกว่าซิมบิเดียมที่มีดอกขนาดเล็กกว่า
ซิมบิเดียมพันธุ์แท้ดอกใหญ่ที่นำมาพัฒนาซิมบิเดียมลูกผสมเพื่อการค้า ถือกำเนิดขึ้นตามแนวไหล่เขาของเทือกเขาหิมาลัยไล่เรียงจากภาคเหนือของอินเดีย เนปาล ภูฐาน ผ่านภาคเหนือของพม่า ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน แล้วไล่เรียงลงมาถึงภาคเหนือและภาคกลางของเวียดนาม ลาว และภาคเหนือของไทย พื้นที่แหล่งกำเนิดดังกล่าวมีฤดูการหลักๆแบ่งได้เป็นสองช่วงคือ
1) ช่วงฤดูมรสุมที่ได้รับปริมาณน้ำฝนมาก และอุณหภูมิในตอนกลางวันค่อนข้างสูง แต่อุณภูมิในตอนกลางคืนจะลดลงต่ำค่อนข้่างมากเพราะเป็นพื้นที่ภูเขาสูง ซึ่งช่วงฤดูนี้เองที่ซิมบิเดียมมีการเจริญเติบ แตกกอ แต่ยังไม่มีดอก
2) ฤดูแล้งซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แนวตั้งฉากกับพระอาทิตย์เคลื่อนลงไปทางซีกใต้ ลมหนาวจากภาคเหนือของเอเชียลงมาปกคลุม มีอากาศหนาวเย็น ความชื้นลดลง และปริมาณน้ำฝนที่ได้รับก็ลดน้องลงอย่างมาก เป็นช่วงเวลาที่ซิมบิเดียมหยุดพักการเจริญเติบโตเพื่อให้ดอก
ในเขตภูมิอากาศแบบเมดิเตอเรเนียน เช่นชายฝั่งตะวันตกของอเมริกา หรือ ภาคใต้ตอนล่างสุดของยุโรป ซึ่งมีอากาศแบบ mild winter, cool summer ถือว่ามีความเหมาะสมอย่างมากในการปลูกเลี้ยงซิมบิเดียมที่สืบสายเลือดมาจากพันธุ์ดอกใหญ่ของแนวเขาหิมาลัย เนื่องจากฤดูร้อนไม่ร้อนจัด อุณหภูมิในตอนกลางคืนเย็นสบาย ส่วนฤดูหนาวก็ไม่หนาวจัดจนถึงจุดเยือกแข็งเป็นเวลานานๆ
สำหรับในเขตที่มีภูมิอากาศแบบ humid subtropical climate ที่มีลักษณะอากาศแบบ hot summer, cool winter เช่นชายฝั่งตะวันออกของทวีปต่างๆ ในช่วงละติจูดที่ 25-40 ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา ภาคใต้และตะวันออกของจีน ภาคใต้ของญี่ปุ่น ชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย และบริเวณรอบๆประเทศอุรุกวัย ภาคเหนือของอาร์เจนตินาและภาคใต้ของบราซิล และอาจนับรวมภาคเหนือของอินเดียและภาคเหนือของเวียดนาม ที่มีอากาศร้อนอบอ้าวในฤดูร้อนและอุณหภูมิในตอนกลางคืนก็ยังค่อนข้างสูง ส่วนฤดูหนาวก็หนาวปานกลาง แต่ก็มีโอกาสที่อุณหภูมิจะต่ำลงใกล้ถึงจุดเยือกแข็งติดต่อกันเป็นเวลานานเป็นสัปดาห์
ลักษณะอากาศแบบ hot summer, cold winter นี่เองที่ไม่ค่อยเหมาะสมในการปลูกซิมบิเดียมดอกใหญ่เพราะมีจุดอ่อนตรงที่ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิในตอนกลางคืนสูงเกินค่า max. night temperature ที่ซิมบิเดียมดอกใหญ่จะรับได้ เพราะความร้อนในตอนกลางคืนสร้างความเครียดให้กับซิมบิเดียม ทำให้ต้องหายใจมากขึ้น ลดโอกาสในการสะสมพลังงาน ดังนั้นหัว (pseudobulb) ที่เจริญในช่วงนี้มักมีคุณภาพต่ำและ/หรือไม่ค่อยให้ดอก ทำให้เสียเปรียบสวนซิมบิเดียมที่ตั้งในภูมิอากาศแบบ cool summer mild winter และพื้นที่ภูเขา ที่หัวที่เจริญในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิในตอนกลางคืนต่ำกว่า max night temperature สามารถเกิดตาดอกที่มีคุณภาพสูงได้
ในเขตภูมิอากาศที่อุ่นกว่าหรือมีฤดูร้อนที่ร้อนและยาวนานกว่า WTC HTC ลดโอกาสที่เกิดหัวที่มีตาดอกที่คุณภาพต่ำ ลดโอกาสเสี่ยงที่จะสูญเปล่ากับหัวที่ไม่ให้ผมผลิต
ในปัจจุบันเราสามารถเลี่ยงปัญหาดังกล่าวได้ด้วยการเลือกปลูกสายพันธุ์ที่มีสายเลือดผสมของซิมบิเดียมพันธุ์แท้ที่มาจากเขตร้อน หรือที่เรียกว่าซิมบิเดียมทนร้อน ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ทนร้อนสูง (HTC) และกึ่งทนร้อน (WTC) เพราะซิมบิเดียมทนร้อนกลุ่มนี้ไม่ต้องการอุณหภูมิตอนกลางคืนในช่วงสภาวะที่ 1 ต่ำเท่ากับกลุ่มซิมบิเดียมเดิมๆ (conventional/traditional cymbidium) ทำให้ตาดอกยังสามารถถือกำเนิดและพัฒนาได้ตามปกติ ดังนั้นผู้ปลูกซิมบิเดียมในเขตภูมิอากาศแบบ hot summer, cold winter และ subtropical จึงยังสามารถผลิตซิมบิเดียมได้ดี
สภาวะที่ 2 เป็นขั้นตอนในการแทงช่อดอก
(เป็นสภาวะที่ต้องการอุณหภูมิที่ต่ำกว่าสภาวะที่ 1 แต่ไม่ต่ำเท่าสภาวะที่ 3)
หัวที่โตเต็มที่ หรือ ใกล้โตเต็มที่และมีตาดอกอยู่ภายในเมื่ออุณหภูมิในตอนกลางคืนลดต่ำลง จนถึงจุดที่ซิมบิเดียมนั้นๆต้องการและต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจสั้นหรือยาวตามที่สายพันธุ์นั้นๆต้องการ ก็จะขยายขนาดและพัฒนาเป็นหน่อกลมๆโผล่ขึ้นมา บริเวณโคนของหัว หรือจากซอกใบที่อยู่ล่างสุด
ช่วงนี้เองเป็นช่วงที่ผู้ปลูกสามารถบังคับ (manipulate) ได้ในระดับหนึ่ง ว่าต้องการให้ได้ผลผลิตเมื่อใด การเลี้ยงในโรงเรือนปิดที่สามารถควบคุมอุณหภูมิ (สำคัญที่สุด) ปริมาณแสง ปริมาณน้ำ และสัดส่วนปุ๋ย จะสามารถกำหนดให้ผลผลิตออกสู่ตลาดได้ตรงตามเวลาที่ต้องการ
ซิมบิเดียมพันธุ์เดียวกันแต่ปลูกเลี้ยงในภูมิอากาศต่างกันจะแทงช่อดอกไม่พร้อมกัน กลุ่มที่ได้รับอุณภูมิในตอนกลางคืนที่ต่ำก่อน จะแทงหน่อดอกขึ้นมาก่อน ทำให้ได้ผลผลิตก่อนกลุ่มที่ปลูกสายพันธุ์เดียวกันในภูมิอากาศที่อุ่นกว่า ซึ่งถือเป็นความได้เปรียบอย่างมากสำหรับสวนที่อยู่ในเขตละติจูดที่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากกว่า และ/หรือ ที่ระดับความสูงที่มากกว่า
เนื่องจากซิมบิเดียมทั้ง HTC และ WTC มีอุณหภูมิของจุด trigger สำหรับการแทงหน่อดอกที่สูงกว่าใน ซิมบิเดียมดั้งเดิม (cool-growing/conventional cymbidium) ทำให้ไม่ต้องรอจนอุณหภูมิกลางคืนลดต่ำลงเท่ากับจุดที่ซิมบิเดียมดั้งเดิมต้องการ ดังนั้นซิมบิเดียม HTC และ WTC จึงสามารถแทงหน่อดอกได้ก่อนเมื่อปลูกรวมกันกับซิมบิเดียมดั้งเดิม หรืออีกนัยหนึ่งคือ สวนที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมากกว่า อากาศอุ่นกว่า หากเลือกปลูกซิมบิเดียม WTC หรือ HTC ก็สามารถได้ผลผลิตในเวลาใกล้เคียงกันกับ สวนที่ปลูกซิมบิเดียมดั้งเดิม (cool-growing/conventional cymbidium) ที่ตั้งอยู่ในเขตที่หนาวเย็นกว่า หรือ ห่างจากเส้นศูนย์มากกว่า หรือที่ระดับความสูงมากกว่า
สภาวะที่ 3 เป็นขั้นตอนการยืดช่อดอกและบาน
(เป็นสภาวะที่ต้องการอุณภูมิที่ต่ำกว่า 2 สภาวะแรก และเป็นสภาวะที่วิกฤติที่สุด)
เมื่ออุณหภูมิในตอนกลางคืนลดต่ำลงอีกและกลางวันไม่ร้อน ช่อดอกของซิมบิเดียมจะยืดยาวขึ้น ตุ่มดอกขยายขนาดและบานในที่สุดซึ่งจะกินเวลาตั้งแต่ 20-45 วันนับแต่เห็นยอดแหลมๆของหน่อดอก ในช่วงนี้หากความเย็นของสภาพอากาศไม่คงที่หรืออุณหภูมิไม่ต่ำพอ โดยเฉพาะในตอนกลางคืน จะเกิดปัญหากับคุณภาพของดอกอย่างชัดเจน ได้แก่ การยืดของช่อดอกจะช้าลง กลีบเลี้ยงคู่ข้าง (lateral sepal) จะไม่ขยายขนาดเต็มที่คือจะหดแคบ สีดอกไม่พัฒนาเต็มที่ทำให้ไม่สามารถเห็นสีที่แท้จริงได้ เนื้อดอกบางลงทำให้บานได้ไม่ทนนาน ละอองเกสรไม่พัฒนาเต็มที่หรือแห้งตายก่อน หรือจนถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือตุ่มดอกและก้านช่อจะเหลืองและร่วงในที่สุด
ซิมบิเดียมที่มีดอกขนาดใหญ่และก้านช่อสูงตั้งตรงต้องการอุณหภูมิที่ต่ำกว่า มีความอ่อนไหวต่อความเย็นที่ไม่คงที่มากกว่า จึงมีความเสี่ยงต่อปัญหาดอกเหลือง ร่วง ฝ่อ มากกว่าสายพันธุ์ช่อโค้งหรือช่อห้อย และสายพันธุ์ที่ดอกเล็กกว่า นั่นคือซิมบิเดียมพันธุ์ตัดดอกที่มีดอกขนาดใหญ่และช่อดอกตั้งตรงต้องการความหนาวเย็นมากที่สุด
โดยปกติซิมบิเดียมดั้งเดิม (cool-growing/conventional cymbidium) มีความอ่อนไหวต่ออุณภูมิที่สูงกว่าอย่างมาก แต่ความอ่อนไหวดังจะลดลงในกลุ่มซิมบิเดียมทนร้อน HTC และ WTC ทำให้ลดโอกาสเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาดอกร่วง หรือ ดอกไม่บาน หากความหนาวเย็นไม่คงที่พอในสภาวะที่ 3 นี้ และรวมถึงความร้อนระหว่างขนย้ายไปยังตลาด หรือในเมือง ที่ซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าแหล่งที่ปลูก
วิเคราะห์และสรุป
สวนที่สามารถจัดการลำดับสภาวะทั้ง 3 ขั้นตอนดังกล่าวให้กับซิมบิเดียมได้ครบสมบูรณ์ก่อน ก็จะสามารถได้ดอกก่อน และหัวทุกหัวมีตาดอก ไม่มีหัวที่เจริญเติบโตขึ้นมาแบบสูญเปล่า
ซิมบิเดียมดั้งเดิม (cool-growing/conventional cymbidium) ต้องการสภาวะที่ครบสมบูรณ์ทั้ง 3 ขั้นตอนและต้องการอุณหภูมิต่ำกว่าซิมบิเดียม HTC และ WTC ในทุกๆสภาวะ
ในความเป็นจริงซิมบิเดียมพันธุ์ดั้งเดิม (cool-growing/conventional cymbidium) ไม่จำเป็นต้องการอุณหภูมิในการปลูกเลี้ยงที่ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ตลอดทั้ง 3 ช่วง แต่เนื่องจากการเลี้ยงในโรงเรือนเปิดไม่สามารถควบคุบอุณหภูมิให้คงที่ได้โดยเฉพาะในช่วงที่ซิมบิเดียมกำลังยืดช่อดอก เป็นเหตุผลให้ซิมบิเดียมตัดดอกพันธุ์ดอกใหญ่ที่มีช่อดอกใหญ่และเหยียดตรง จำเป็นต้องปลูกในโรงเรือนปิดและตั้งอยู่ในเขตหนาวที่ซึ่งอุณหภูมิในตอนกลางคืนภายนอกต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ตลอดช่วงเวลาที่ยืดช่อ (สภาวะที่ 3) เพราะการเป็นโรงเรือนปิดทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิได้คงที่กว่าการเลี้ยงในโรงเรือนเปิด
ปัจจุบันประเทศเขตร้อนที่มีการลงทุนทำสวนซิมบิเดียมตัดดอกขนาดใหญ่จนประสบความสำเร็จได้แก่ โคลัมเบีย และเอกวาดอร์ โดยปลูกอยู่ที่ระดับ 2,600-2,800 เมตร ผลผลิตที่ได้ไม่มีฤดูการ แต่กระจายทั้งปี เพราะทั้งสองอยู่ในละติจูดที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมาก ส่วนซิมบิเดียมที่ใช้เป็นไม้กระถางปลูกที่ระดับต่ำกว่าคือราวๆ 1,600 เมตร
ปัจจุบันเริ่มมีการตื่นตัวและลงทุนทำสวนซิมบิเดียมตัดดอกในประเทศเพื่อนบ้าน แต่อยู่ที่ระดับความสูงที่ต่ำกว่าได้แก่ อินเดีย (สิกขิม) ที่ระดับความสูง 1,200-1,400 เมตร ขึ้นไป และ ในจีน (ยูนนาน) ที่ระดับ 2,000 เมตร ทั้งนี้เพราะทั้งสองแหล่งอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากพอควรทำให้ความร้อนลดลง อีกทั้งในสิกขิมที่อุณหภูมิตอนกลางคืนจะลดลงมาก (เหลือเพียง 2-5 องศาเซลเซียส ในตอนกลางคืนในระหว่างฤดูหนาว) อันเนื่องมาจากมวลอากาศเย็นจากเทือกเขาหิมาลัยที่ไหลลงมาปกคลุมในตอนกลางคืน
และเมื่อเข้าใจถึงสภาพอากาศของแหล่งกำเนิดของซิมบิเดียมดอกใหญ่ รวมทั้งสภาวะที่จำเป็นทั้ง 3 ลำดับแล้ว ก็จะเข้าใจได้ว่าทำไมซิมบิเดียมดอกใหญ่ที่ไม่มีสายเลือดพันธุ์ทนร้อนผสมอยู่จึงไม่มีโอกาศลุ้นที่จะให้ดอกได้ในเขตร้อน
|